News Ticker

ตกงานตอนอายุ 40 สมัครงานทั่วไทยไม่มีใครรับเข้าทำงานเลย

AY7AXR man holds head in hands, credit cards bills money for debt

ตกงานตอนอายุ 40 สมัครงานทั่วไทยไม่มีใครรับเข้าทำงานเลย

หลายคนคิดว่าตัวเองมีอาชีพการงานที่มั่นคงโดยเฉพาะวัยเริ่มต้นของการทำงาน จะเริ่มรู้สึกว่าทำงานหาเงินเองได้ อยากซื้อะไรก็จะซื้อเดวทำงานอีกซักพักค่อยเก็บเงินออม ไปๆมาๆ ผ่อนโน่นนี่นั่นเปลี่ยนงานเปลี่ยนที่พักเปลี่ยนรถยนต์จนต้องผ่อนกันจนยาวนาน รู้ตัวอีกทีอายุมีเลข 4 นำหน้าเข้าไปแล้ว

ถึงช่วงอายุแบบนี้คนที่วางแผนการเงินที่ดี ใช้จ่ายตามสมควรแก่ฐานะก็จะเริ่มมีทรัพย์สินเป็นของตัวเองที่ปลอดภาระ มีเงินสดเก็บไว้เผื่อยามฉุกเฉิน แม้ต้องตกงานเป็นระยะเวลานานก็ยังพอดำรงค์ชีวิตอยู่ได้ แต่หากใช้ชีวิตอย่างประมาทก็อาจจะถึงภาวะถึงไร้ทางออกเอาได้เมื่อชีวิตต้องเจอกับวิกฤตหรือมรสุมเข้ามาในชีวิต

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องของสมาชิกรายหนึ่งของเว็บสังคมออนไลน์ที่บอกเล่าเรื่องราวของการตกงานตอนอายุเข้าวัย 40 ปี แล้วต้องหางานเหนือจรดใต้ซึ่งด้วยอายุขนาดนี้การหางานนั้นถือว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง เนื่องจากนายจ้างมองว่าจะมาให้ทำงานตำแหน่งเด็กๆก็จะเสียการปกครอง จะให้ทำงานตำแหน่งสูงๆส่วนใหญ่ก็มีคนครองตำแหน่งกันไปหมดแล้ว เรามาดูกันนะครับว่าเรื่องราวเขาจะเป็นอย่างไร โดยเราจะสมมุตว่าเจ้าตัวเขาชื่อคุณเอกก็แล้วกันนะครับ

คุณเอกออกจากงานเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่ต้องไปดูแลบิดาที่ป่วยหนักที่ต่างจังหวัด โดยเอาเงินสะสมหลักแสนที่เดิมคาดว่าจะเอาไว้สร้างบ้านไว้อยู่ยามเกษียณนั้นหมดเกลี้ยงกับการนำไปรักษาอาการป่วยของบิดาผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยได้อยู่ด้วยกันมาเกือบ 40 ปี จนในที่สุดบิดาก็จากไป

ต่อมาคุณเอกก็เดินทางกลับมายัง กทม อีกครั้งเพื่อหางานทำใหม่ ซึ่งพยายามสมัครงานทุกอย่างไม่ว่าจะทำแหน่งเล็กแค่ไหนไปจนถึงตำแหน่งที่สอดคล้องกับที่ตัวเองเรียนมา แต่ก็ยังไม่มีใครซักรายโทรกลับมาเพื่อแจ้งผลว่าเป็นอะไรอย่างไรอาจจะด้วยอายุที่นำหน้าด้วยเลข 4 ก็เป็นได้

หลายครั้งที่คุณเอกไปสัมภาษณ์งานก็จะได้รับคำถามเชิงติดตลกกับมาว่า

“โอ้ว อีกไม่กี่ปีก็จะอายุ 50 แล้วนะคะเนี่ย”

ช่วงนี้คุณเอกเลยดำรงค์ชีวิตอยู่ได้ด้วยการขายของมีค่าไปทีละอย่างสองอย่าง เพราะยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายหลายอย่าง ทั้งค่าเช่าคอนโด ค่าบัตรต่างๆ เหรียญที่เคยหยอดกระปุกเอาไว้ ก็ต้องทยอยนำมามาแลกเป็นธนบัตรที่ร้านสะดวกซื้อจนเกลี้ยงกระปุก

ส่วนญาติพี่น้องคงไม่ต้องถามถึง คุณเอกเล่าว่าเนื่องจากครอบครัวแตกแยกเลยไม่ค่อยสนิทกับญาติพี่น้องเลย เติบโตมาก็อยู่กับแม่มาตลอดเลยไม่ค่อยได้ติดต่อกับญาติไม่ว่าทั้งฝั่งพ่อหรือฝั่งแม่ พอโตมาเลยเหมือนตัวคนเดียว เลยกลายเป็นว่าคนรู้จักก็มีแต่เพื่อนๆกันเท่านั้น แล้วจะให้บากหน้าไปยืมเงินเพื่อหรือก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะคุณเอกเล่าว่าที่ผ่านมาไม่เคยยืมเงินใคร

AY7AXR man holds head in hands, credit cards bills money for debt

AY7AXR man holds head in hands, credit cards bills money for debt

สมัยก่อนเวลาใครมาขอยืมถ้ามีก็จะให้ ให้แบบไม่หวังได้คืนเพราะไม่อยากลำบากใจตอนทวงเงิน แต่พอถึงตอนนี้เพื่อนเหล่านั้นก็ค่อยๆหายไปทีละคนสองคน แม้กระทั่งคนที่คุณเอกเคยช่วยเหลือให้มีงานทำ เคยช่วยระดมทุนตอนเพื่อนคนนี้ป่วยหนัก ส่วนกลุ่มเพื่อนที่เคยออกไปทานข้าวไปไหนมาไหนด้วยกันก็เงียบหมด

น้องๆหรือสาวๆที่เคยสนิท เมื่อก่อนชอบโทรมาปรีกษาเรื่องความรัก เรื่องแฟน เรื่องหนุ่มคนโน้นคนนี้ พอรู้ว่าคุณเอกออกจากงาน บรรดาสาวๆเหล่านั้นก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย

ส่วนแฟนสาวที่เคยคบกันก็เลิกไปเฉยๆหลังทราบว่าคุณเอกตกงาน สุดท้ายเลยต้องตัดสินใจเลิกเล่นเฟส ปิดไลน์ เปลี่ยนเบอร์มือถือ เพราะในเมื่อไม่ใครต้องการคบค้าสมาคมด้วยก็ไม่เห็นจำเป็นต้องติดต่อใครอีกต่อไป ขออยู่ตัวคนเดียวก็ได้ และสุดท้ายได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ห้องเล็กๆ

คุณเอกเล่าว่าบางครั้งก็ท้อจนแทบจะอยากลาโลกนี้ไป เพราะต้องอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ กินอาหารวันละสองมื้อ คือไช่เค็ม ส่วนวันไหนขายของเก่าในบ้านได้ก็จะดีขึ้นมาหน่อยที่จะเป็นปลากระป๋องที่หนึ่งกระป๋องทานได้ 3 มื้อ อาหารพวก ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวแกง ไม่เคยได้กินมาครึ่งปีแล้ว

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่จะว่าไปแล้วขายออกยาก คนที่สนใจก็ทำได้แค่ถามไม่เห็นซื้อซักที ส่วนทองคำที่แม่เคยให้ไว้ก่อนตายก็ต้องนำมาขายเพื่อประทังชีวิต และสุดท้ายต้องตัดสินใจขายที่ดินที่เคยอุตส่าห์สะสมเงินซื้อเอาไว้ ซึ่งที่ผืนนี้กะว่าจะไว้สร้างบ้านไว้อยู่ยามแก่เฒ่า แต่ก็พบว่ามีแค่คนถามแต่ไม่ซื้อซักที จะค้าขายอะไรก็ไม่มีทุน จะกู้ที่ไหนก็ไม่ได้เพราะไม่มีเงินเดือนประจำ

คิดว่าจะขายรถ หรือเอาที่ดินผืนนั้นไปจำนำกับบรรดาบริษัทเงินกู้ทั้งหลายก็ไม่กล้า อ่านเรื่องราวของคนที่โดนขูดรีดดอกเบี้ยและค้าธรรมเนียมแล้วรู้สึกสยองมาก

กลับมาที่เรื่องการสมัครงาน ก็มีทั้งที่เดินเข้าไปสมัครด้วยตนเอง มีทั้งส่งทางเว็บสมัครงานทั้งหลาย โดยในช่วงตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ก็ไม่มีใครสนใจรับเข้าทำงานซักราย แม้แต่ตำแหน่งจัดเรียงสินค้าในห้างสะดวกซื้อชื่อดังเขาก็ยังไม่รับเลย

ร่างกายซูปผอม เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้ก่อนหน้านี้คุณเอกเล่าว่าใส่ได้สบายเลย หุ่นดีขึ้นมาก จากน้ำหนัก 80 กิโลกว่าเหลือแค่ 67 กิโลกรัมเท่านั้น จะว่าไปแล้วแอบดีใจเล็กๆเหมือนกันที่จะได้กลับมาใส่เสื้อผ้าตัวเล็กๆได้อีกครั้ง

ย่างเข้าเดือนที่ 7 คุณเอกบอกว่าก็คือเมื่อวานนี่เอง ( 21 พฤศจิกายน 2559 ) เป็นอีกวันที่ตัดสินใจขับรถจากสะพายควายไปถึงสมุทรปราการ โดยไปสมัครงานที่อ่านเจอจากในเว็บ การเดินทางครั้งนี้คุณเอกเล่าว่าไปแบบเลื่อนลอยมาก เพราะผิดหวังจนไม่คิดจะหวังอะไรอีกแล้ว ไปก็เพื่อให้ตัวเองรู้ว่า สู้ให้ถึงที่สุด

ไปถึงก็นั่งรอเกือบชั่วโมง จากนั้นก็เขียนใบสมัคร แบบว่าแทบหลับตาเขียนได้เลยเพราะเขียนมาจนท้อจนชิน

ต่อมาผู้จัดการก็เรียกสัมภาษณ์ทันที ถามคำถามทั่วไปโน่นนี่นั่นแล้วก็จบด้วยคำพูดเดิมๆ ก็ให้ไปรอฟังผลที่บ้าน

คุณเอกก็กลับบ้านแบบเดิมๆอย่างเคยชินด้วยเพราะไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว เพราะสมัครงานมา 40 กว่าแห่งก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด ขนาดบางแห่งสัมภาษณ์แล้วบอกว่าชอบเรามาก ประสบการณ์สูง ประวัติดี ได้งานนี้แน่นอน แต่ขอทำเรื่องให้เบื้องบนทราบก่อน สุดท้ายก็เงียบกริบเหมือนเดิม ว่าแล้วเมื่อถึงบ้านก็อุ่นข้าวที่เหลือพร้อมกับกินกับใข่เค็มเช่นเดิม

ต่อมาตอนบ่ายสองกว่า เสียงโทรศัพท์ก็ดังเข้ามา ตอนแรกไม่กล้ารับเพราะกลัวเจ้าหนี้บัตรเงินสดทั้งหลายจะโทรมาทวงหนี้ แต่เห็นเหมือนเป็นเบอร์ที่เราคุ้นๆว่าเคยโทรไป เลยแข็งใจลองกดรับดู คุณเอกตอบรับไป

“สวัสดีครับ”

ปลายสายตอบมา

“พรุ่งนี้เก้าโมงคุณเอกเขามาทำงานได้เลยค่ะ”

เจ้าตัวนิ่งไปพักใหญ่ก่อนจะตอบรับ

“ขอบคุณครับ”

น้ำเสียงเหมือนจะไม่ถึงกับดีใจกระโดดโลดเต้นเหมือนเวลาเห็นในละครที่เวลาตัวเอกได้งานก็จะร้องดีใจ แต่คุณเอกกลับนั่งเงียบๆ แล้วบอกกับตัวเองว่า “พ่อ แม่ ในหลวงครับ ขอบคุณมากครับ”

จากนี้ไปคุณเอกก็คงได้เริ่มชีวิตใหม่ สังคมใหม่ เพื่อนใหม่ หลังจากต้องทนอยู่ในห้องแคบๆคนเดียวมานอน ต้องอดมื้อกินมื้อเนื่องจากไม่ได้พยายามอดออมเผื่อเวลาที่ลำบากแบบนี้

หากคุณเอกพยายามอดออมเก็บเงินให้ได้มากกว่านี้ ไม่ใช่จ่ายสุรุ่ยสุร่ายก็คงไม่ต้องมาอดๆหยากๆ แบบนี้เป็นแน่ จึงถือเป็นบทเรียนราคาแพงเอาไว้สอนใจตัวเอง รวมไปถึงน้องๆทุกคนที่กำลังทำงานมีอาชีพมีงานมีการทำอยู่ตอนนี้ว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้

จากนี้ไปก็จะพยายามตั้งใจทำงาน ชดใช้ภาระหนี้สินให้หมดๆ แล้วตั้งใจเก็บเงินใหม่ สร้างบ้านที่ยังค้างคาให้เสร็จ หวังว่าก่อนตายคงได้มีโอกาสอยู่บ้านตัวเองแน่อน

ถือเป็นเรื่องเล่าเอาไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจมนุษย์เงินเดือนทุกคนว่า ควรมีเงินเก็บฉุกเฉินให้ได้ประมาณ 6 เท่าของเงินเดือนในแต่ละเดือน เอาไว้เผื่อยามจำเป็นในภาวะแบบนี้แหละครับ

Leave a comment